วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตำนานชาวภูไท



ตำนานชาวภูไท
ชาวภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่น้ำโขงแยกกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาว และญวน กลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพาน เช่นจังหวัดนครพนม ได้แก่อำเภอคำชะอี ธาตุพนม เรณูนคร นาแก จังหวัดสกลนครได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ อำเภอกุฉินารายณ์ เขาวง สหัสขันธ์ ส่วนภูไทผู้เข้าสู่ภาคกลางในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ในย่านนั้นเรียกว่า ‘ลาวโซ่ง’

เผ่าภูไท เป็นคนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย และอาณาจักรล้านช้าง การเคลื่อนย้ายของชาวภูไท เข้าสู่ภาคอีสานมีหลายครั้ง และมาจากที่ต่างๆ จึงทำให้กลุ่มภูไทที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดสกลนคร เรียกชื่อตัวเองตามแหล่งเมืองเดิมของตนเช่น ผู้ไทวัง คือ ผู้ไทที่อพยพมาจากเวงวัง มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบอำเภอพรรณานิคม
ผู้ไทกระป๋อง คือภูไทที่อพยพมาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนในเขตอำเภอวาริชภูมิ ผู้ไทกะตาก คือผู้ไทที่อพยพมาจากเมืองกะตาก มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอม และแถบริมหนองหาร ทางทิศใต้

ชาวภูไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพเช่น ทำนา ทำไร่ ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่า ‘นายฮ้อย’ เผ่าภูไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วกว่าเผ่าอื่น มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้มแข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวย ผิวพรรณดี กริยามารยาทแช่มช้อย มีอัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง

เผ่าภูไทนิยมนุ่งผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ เป็นผืนเดียวกันกับผ้าผืนกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ย้อมครามเกือบสีดำ เรียกว่าผ้าดำหรือซิ่นดำ สวมเสื้อแขนกระบอกสามส่วน สำดำขลิบแดง ติดกระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ หรือกระดุมขาวมาติดเรียงสองแถวห่มด้วยผ้าขิดพื้นเมือง เปลือยไหล่ด้านขวา ห่มด้านซ้ายและมัดชายผ้าสีข้างด้านขวา นิยมสวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า ด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ใช้ผ้ามนหรือแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ม้วนผูกมวยผม

วัฒนธรรมประเพณี เผ่าภูไท มีเอกลักษณ์เป็นจุดเด่นหลายประเภท เช่น การแต่งทำนองดนตรี เรียกว่า ‘ลายเป็นเพลงของภูไท’ มีบ้านแบบภูไทคือ มีป่องเอี้ยม เป็นช่องลม มีประตูป่อง หน้าต่างยาวจรดพื้น มีห้องภายในเรือนเป็นห้องๆ ที่เรียกว่า ‘ห้องส่วม’  นอกจากนั้นยังมีวัฒนธรรมการทอผ้าห่มผืนเล็กๆ ใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาวใช้คลุมไหล่ เรียกว่า ผ้าจ่อง นอกจากนี้แล้วยังมีผ้าแพรวา ใช้ห่มเป็นสไบ ซึ่งมีแหล่งใหญ่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และมีผ้าลาย ใช้เป็นผ้ากั้นห้องหรือห่มแทนเสื้อกันหนาวได้ ซึ่งมีแหล่งใหญ่อยู่บ้านนางอย อำเภอเตางอย จังหวัดสกลนคร ประเพณีที่สำคัญของเผ่าภูไทซึ่งถือกันแต่โบราณ ได้แก่ การลงข่วง พิธีแต่งงาน การทำมาหากิน การถือผี และการเลี้ยงผีในพงศาวดารเมืองแถง(แถน) กล่าวถึง การกำเนิดมนุษย์และถิ่นกำเนิดของชาวภูไทว่า เกิดจากเทพสามีภรรยา 5 คู่ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน เมื่อหมดอายุบนสวรรค์จึงอธิษฐานจิตเนรมิตน้ำเต้าขึ้นมา เทพทั้ง 5 คู่ ก็เข้าไปอยู่ในน้ำเต้า น้ำเต้าลอยจากสวรรค์มาตกบนภูเขาที่ทุ่งนาเตา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแถงไปทางตะวันออกเป็นระยะทางเดิน 1 วัน น้ำเต้าได้แตกออก เทพได้กลายเป็นมนุษย์ 5 คู่ ออกมาจากน้ำเต้าทีละคู่ตามลำดับ คือ ข่า แจะ ภูไท ลาวพุงขาว ฮ่อ(จีน) และแกว(ญวน) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ 5 เผ่าพันธุ์ในเวลาต่อมาคนเหล่านี้ได้แยกย้ายกันตั้งรกรากในพื้นที่ต่าง ๆสำหรับชาวภูไทตั้งบ้านเรือนที่เมืองแถง มีขุนลอคำเป็นหัวหน้า ประชากรของภูไทได้เพิ่มจำนวนถึง 33,000 คนในเวลาต่อมา และขยายตัวไปตั้งรกรากหลายเมือง ขุนบรมราชบุตรของขุนลอคำ ได้เป็นเจ้าเมืองแถงใน พ.ศ. 1274 ขุนลอบุตรของขุนบรมราชาได้มาตั้งเมืองหลวงพระบางใน พ.ศ. 1283จากพงศาวดารเมืองไล กล่าวว่า ชาวภูไท ในดินแดนนี้ 2 พวกคือ

1. ภูไทขาว อาศัยอยู่เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง มีเมืองไลเป็นเมืองใหญ่ รวม 4 เมือง ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อากาศหนาว ชาวภูไทจึงมีผิวขาว อีกทั้งได้รับอารยธรรมจากจีน โดยเฉพาะการแต่งกายในพิธีศพ ซึ่งนิยมนุ่งขาว ห่มขาว จึงเรียกชาวภูไทกลุ่มนี้ว่า ?ภูไทขาว?
2. ภูไทดำ อาศัยอยู่เมือง ควาย,เมืองคุง เมืองม่วย, เมืองลา เมืองโมะเมืองหวัด เมืองซาง มีเมืองแถง(แถน) เป็นเมืองใหญ่ รวมเป็น 8 เมือง ชาวภูไทกลุ่มนี้มีผิวคล้ำกว่าภูไทตอนบน และนิยมแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองย้อมครามเข้ม และอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำดำ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม จึงเรียกว่า ?ภูไทดำ?ชาวภูไททั้ง 2 กลุ่ม รวมกันแล้วเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่า แคว้น ?สิบสองจุไทย?เมืองไล เมืองของชาวภูไทขาว ตั้งอยู่ในดินแดนคาบเกี่ยว หรือตะเข็บของลาว จีน และญวน เพื่อความอยู่รอด เมืองนี้จึงจำเป็นต้องอ่อนน้อมแก่ทั้ง 3 ฝ่าย ต้องส่งส่วยแก่ทุกฝ่ายเดิมแคว้นสิบสองจุไทย ขึ้นกับอาณาจักรน่านเจ้า ครั้นต่อมาไปขึ้นอยู่กับอาณาจักรโยนกเชียงแสน เมื่ออาณาจักรโยนกเชียงแสน ถูกพวกภูไทมาทำลายลง สิบสองจุไทยได้ไปขึ้นกับแคว้นหิรัญเงินยวง (ต่อมาแคว้นนี้เป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรลานนา)ใน พ.ศ.2250 อาณาจักรล้านช้างได้แตกเป็น 2 อาณาจักร คือทางเหนือ เรียกว่า อาณาจักรล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ทางใต้ เรียกว่า อาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์ สิบสองจุไทยอยู่ภายใต้การดูแลของอาณาจักรแรกต่อมาบังเกิดการอัตคัดอดอยาก และความขัดแย้งระหว่างท้าวก่า หัวหน้าของชาวภูไท กับเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนู (น้ำน้อยอ้อยหนู) ท้าวก่าจึงพา ชาวภูไทเป็นจำนวนมาก (ประมาณหมื่นคน) อพยพจากเมืองนาน้อยอ้อยหนูมาขอขึ้นกับเวียงจันทน์ โดยทางเวียงจันทน์ให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองวัง (อยู่ทางตะวันออกของเมืองมุกดาหาร ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร) ชาวภูไทกลุ่มนี้ ได้ส่งส่วยมีดโต้และขวานให้เวียงจันทน์ ปีละ 500 เล่ม แต่เนื่องจากเมืองวังอยู่ชายแดนอาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์ แต่ใกล้พรมแดนเวียดนาม พวกเขาจึงได้ส่งส่วยขี้ผึ้ง 5 ปึก (ปึกหนึ่งหนัก 5 ชั่ง) ให้แก่ เจ้าเมืองคำรั้วของเวียดนามด้วย

การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย มี 3 ระลอกด้วยกันคือ
ระลอกที่ 1 สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321-2322 เมื่อกองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ได้นำกองทัพไทยสองหมื่นคนตีหัวเมืองลาว ตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์เอาไว้ได้ หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์มาก่อนก็นำกำลังมาช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย แม่ทัพไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (ญวนเรียก ซือหวี)เมืองมวย ซึ่งเป็นเมืองของชาวภูไทดำได้ทั้งสองเมือง แล้วกวาดต้อนชาวภูไทดำ(ลาวทรงดำ) เป็นจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี นับเป็นชาวภูไทรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
ระลอกที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2335 กองทัพเวียงจันทน์ตีหลวงพระบางแตกและจับกษัตริย์หลวงพระบางส่งกรุงเทพ ฯ ใน พ.ศ.2335-2338 กองทัพเวียงจันทน์ได้ตีเมืองแถง และเมืองพวน ซึ่งแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กวาดต้อนชาวภูไทดำ ลาวพวนเป็นเชลยส่งมากรุงเทพ ฯ รัชกาลที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ชาวภูไทดำประมาณ 4,000 คนไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรีเช่นเดียวกับชาวภูไทดำรุ่นแรก
ระลอกที่ 3 สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นการอพยพประชากรครั้งใหญ่ที่สุดจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย สาเหตุของการอพยพ คือ เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. 2369 - 2371 และเกิดสงครามระหว่างไทยกับเวียดนามในระหว่างปี พ.ศ.2376-2490 ยุทธวิธีของสงครามสมัยนั้น คือ การตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามทั้งฝ่ายไทยและเวียดนามต่างกวาดต้อนประชากรในดินแดนลาวมาไว้ในดินแดนของตนสำหรับประชากรในดินแดนลาวที่ถูกไทยกวาดต้อนมาอยู่ในประเทศไทยจะมีทั้ง ภูไท กะเลิง โซ่ ญ้อ แสก โย้ย ข่า ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกวาดต้อนมาไว้ในภาคอีสาน ส่วนลาวพวน ลาวเวียง กวาดต้อนให้มาตั้งถิ่นฐานทั้งในภาคอีสานและภาคกลางของประเทศไทย แถบฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม เป็นต้นชาวภูไทที่ถูกกวาดต้อนมาในระลอกที่ 3 จะแยกเป็น 8 กลุ่มด้วยกัน สำหรับชาวภูไทในเขตจังหวัดสกลนคร เป็นพวกที่อพยพเข้ามาในกลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 8 ดังนี้
กลุ่มที่ 3 อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร (ใน พ.ศ.2513 อำเภอพรรณานิคม มี 7 ตำบล มีชาวภูไททั้ง 7 ตำบล รวม 65หมู่บ้าน 32,037 คน อำเภอเมืองสกลนคร มีภูไท 48 หมู่บ้าน ใน 13 ตำบล จาก 17 ตำบล อำเภอพังโคน มีภูไท 4 ตำบล 23 หมู่บ้าน อำเภอบ้านม่วง มีภูไท 3 ตำบล 16 หมู่บ้าน อำเภอวานรนิวาส มีภูไท 4 ตำบล 8 หมู่บ้าน อำเภอกุสุมาลย์ 2 ตำบล 4 หมู่บ้านอำเภอสว่างแดนดิน 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน อำเภอกุดบาก 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน อำเภอวาริชภูมิ 4 ตำบล 42 หมู่บ้าน รวมทั้งจังหวัดสกลนครมีภูไท 212 หมู่บ้าน 20,945 หลังคาเรือน 128,659 คน)
กลุ่มที่ 8 อพยพจากเมืองกะป๋อง มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านปลาเป้า บ้านนียกเป็นเมืองวาริชภูมิ และตั้งท้าวพระยาสุวรรณเป็นพระสุรินทรบริรักษ์ เป็นเจ้าเมืองคนแรก ใน พ.ศ. 2410 ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 (ใน พ.ศ.2513 มีภูไทในอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 4 ตำบล ตำบลวาริชภูมิ 1 หมู่บ้าน ตำบลคำบ่อ 12 หมู่บ้าน ตำบลปลาโหล 9 หมู่บ้าน และตำบลเมืองลาด 7 หมู่บ้าน รวม 42 หมู่บ้าน)ชาวภูไทที่ถูกกวาดต้อน-อพยพมาตั้งภูมิลำเนา ในจังหวัดสกลนคร อย่างเป็นปึกแผ่น ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข หัวหน้าแต่ละพวกที่แยกย้ายกันอยู่ ได้ติดต่อปรึกษากับเจ้าเมืองที่ตนอาศัยอยู่เพื่อขอตั้งเมือง เช่น เจ้าเมืองโฮงกลางสี ที่อยู่บ้านพังพร้าว ท้าวแก้ว อยู่ที่บ้านจำปา และท้าวราชนิกุล อยู่บ้านหนองหอย ก็ติดต่อกับเจ้าเมืองสกลนคร เพื่อตั้งหมู่บ้านที่ตนตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นเมือง คือ บ้านพังพร้าว ขอตั้งเป็นเมืองพรรณานิคมบ้านจำปา ขอตั้งเป็นเมืองจำปาชนบท และบ้านหนองหอย ขอตั้งเป็นเมืองวาริชภูมิ เป็นต้นสำหรับชาวภูไททั้ง 8 กลุ่ม ได้ขยายจำนวนออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคอีสานอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา รวมเป็น 9 จังหวัด 33 อำเภอ 494 หมู่บ้าน สรุปได้ดังนี้

1.จังหวัดสกลนคร 212 หมู่บ้าน 9 อำเภอ(พรรณานิคม เมืองสกลนครวาริชภูมิ พังโคน บ้านม่วง วานรนิวาส กุสุมาลย์ สว่างแดนดิน กุดบาก)
2. จังหวัดนครพนม 131 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (นาแก เรณูนคร ธาตุพนม ศรีสงคราม เมืองนครพนม)
3. จังหวัดมุกดาหาร 68 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (คำชะอีก เมืองมุกดาหาร นิคมคำสร้อย ดอนตาล หนองสูง)
4. จังหวัดกาฬสินธุ์ 63 หมู่บ้าน 5 อำเภอ (เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง สมเด็จ สหัสขันธ์)
5. จังหวัดหนองคาย 6 หมู่บ้าน 3 อำเภอ(โซ่พิสัย บึงกาฬ พรเจริญ)
6. จังหวัดอำนาจเจริญ 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (เสนางคนิคม ขานุมาน)
7. จังหวัดอุดรธานี 5 หมู่บ้าน 2 อำเภอ (วังสามหมอ ศรีธาตุ)
8. จังหวัดยโสธร 3 หมู่บ้าน 1 อำเภอ (เลิงนกทา)
9. จังหวัดร้อยเอ็ด 1 หมู่บ้าน (โพนทอง)

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จากปลายด้ามขวานสู่อีสานบ้านเฮา


ททท.นครพนม ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย Amazing  I-san Road Show
“จากปลายด้ามขวาน สู่อีสานบ้านเฮา”  14-20 พ.ค.55 นครศรีธรรมราช – หาดใหญ่
เมื่อเวลา 16.30 น.- 21.00 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม  2555   นายวิชุกร  กุหลาบศรี ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  สำนักงานนครพนม ได้นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร)กว่า 30 คน  เข้าร่วมการเจรจาการค้า (Table Top Sale) ณ ห้องบงกชรัชต์ 3 โรงแรมเดอะทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช  ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ คุณพัฒน์มาศ  วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ททท. ประธานการจัดงาน ได้กล่าวสรุปสินค้าการท่องเที่ยวภาคอีสาน พร้อมทั้งนำชม วิดิทัศน์ สินค้า / เส้นทางการท่องเที่ยวภาคอีสาน แหล่งเรียนรู้อู่อารยธรรม และในเวลาต่อมาได้กล่าวต้อนรับ นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ประธานในพิธี  และได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานพร้อมทั้งมอบของที่ระลึกให้แก่ประธานในพิธีฯ ภายในงานมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของภาคอีสาน จากวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ และมีการจับรางวัลต่างๆมากมาย ซึ่งทำให้ผู้ร่วมงานกว่า 400 คนได้รับความสนุกสนานและได้เจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และประชาชนผู้สนใจ ของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นปย่างมาก  และคาดว่าในวันที่ 17 พ.ค.55 ซึ่งจะได้จัดกิจกรรมดังกล่าว ที่ โรงแรม ลีการ์เด้นพลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งผู้ประกอบการฯและประชาชนนทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

อัครเดชา ฮวดคันทะ
ททท.นครพนม รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

ผอ.ททท.นครพนม ร่วมงานผู้ไทยโลก

เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 12 เมษายน 2555 นายวิชุกร กุหลาบศรี ผอ.ททท.สำนักงานนครพนม พร้อมด้วย คุณ ปรมินทร์ ผจก.ฝ่ายขาย โรงแรมวิวโขง และตัวเแทนจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม ร่วมงาน  วันผู้ไทโลก และงานสุขสันติวันใหม่ผู้ไทเยือนถิ่น ที่อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยในงานดังกล่าว ประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิเช่น การออกร้านแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวผู้ไท อ.เรณูนคร อาทิเช่น การแสดงรำวงย้อนยุค การลงข่วงเข็ญฝ้าย การร้องรำบทเพลงผู้ไทย โดยมีทั้งฝ่ายชายแหละหยฺงร้องรำทำเพลงโต้ตอบกันสนุกสนาน การแสดงการรำบูชาผี เป็นต้น ในส่วนของเวทีพาข้าวแลงนั้นก็ประกอบไปด้วยการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการจากผู้ไททั่วสารทิศ เป็นต้นว่าจาก กาฬสินธุ์ มุกดาหาร สกลนคร สปป.ลาว.ฯ  ผอ.ททท.นครพนม เปิดเผยว่า วันนี้นอกจากมีการเปิดถนนวัฒนธรรมแล้วยังมีการแสดงถนนอาหาร อีกด้วย

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ศาลเจ้าปู่ถลา

ศาลเจ้าปู่ถลา ตั้งอยู่ท้ายเมืองเรณูทางทิศตะวันตก ห่างจากวัดปัจฉิมาวาสประมาณ 200 เมตร ชาวผู้ไทยเรณูนครจะพร้อมใจกันเซ่นไหว้ปีละ 1 ครั้ง ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 เครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้มี ช้าง(เหล้าไห) ม้า(สุรา) อาหราจะต้องนำวัวเป็น ๆ ไปเชือดที่บริเวณศาลเจ้าปู่ถลาแล้วทำ "ลาบเลือด" ซึ่งเป็นของโปรดสำหรับเจ้าปู่และแกงเนื้อวัว การเซ่นไหว้เจ้าปู่ถลา ลูกหลานชาวเรณูเรียกว่า "แก้บะ" เมื่อลูกหลานชาวผู้ไทยเรณูนครบนหรือฮ้องเจ้าปู่ช่วยทุกครั้งจะต้องแก้บน การแก้บน(แก้บะ) ใช้อาหารสองอย่าง คือ พาข้าวแดงพาแกงร้อน และวัวเป็นตัวตามที่ผู้บนได้บอกเจ้าปู่ไว้ หากลูกหลานผู้ใดละเลยผู้บนจะได้รับภัยพิบัติทั้งแก่ตนเองและบุตรหลานทันที อาหารที่เหลือจากเจ้าปู่ เมื่อเจ้าปู่อิ่มแล้ว ลูกหลานสามาร

วัดภูพานอุดมธรรม ดานสาวคอย

เลขที่ 97 หมู่ 12 บ้านดานสาวคอย
ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม 48130
โทรศัพท์ 08-1558-4809, 042-571-783

พระครูอุดมธรรมานุกูล (สุนทร อุตฺตโม) เจ้าอาวาส


วัดภูพานอุดมธรรม พุทธมณฑลแห่งนครพนม เป็นสำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ 4 ประจำจังหวัดนครพนม และเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในแต่ละปีจะมีข้าราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และญาติโยม รวมทั้งพระสงฆ์จากทั่วประเทศ เดินทางมาเข้าค่ายปฏิบัติธรรม อบรมจริยธรรมและคุณธรรม อบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตลอดจนฝึกอาชีพให้ประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก

วัดตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน บริเวณอุทยานแห่งชาติภูผายล ห่างจากอำเภอนาแก ประมาณ 6 กิโลเมตร (เข้าทางเดียวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง จังหวัดนครพนม) การเดินทางขึ้นไปควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเพราะทางขึ้นขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ พื้นที่ส่วนใหญ่ของดานสาวคอยเป็นลานหินเรียบ มีต้นไม้ ป่าไม้เบญจพรรณนานาชนิด บรรยากาศเงียบสงบร่มเย็นตลอดปี เมื่อขึ้นถึงลานหินนี้แล้ว สามารถมองเห็นยอดพระธาตุพนม ความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้เนื่องมาจากหนุ่มสาชาวบ้านสมัยก่อนเวลาจะไปหาของป่าจะนัดหมายมาคอยกันที่ลานหินนี้เป็นประจำ หรือมาเที่ยวชมความงาม โดยฝ่ายสาวจะมาเป็นผู้คอย จึงได้ชื่อว่า "ดานสาวคอย" ทางวัดจัดสร้างวิหารซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้นเพื่อรองรับผู้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ รวมทั้งสร้างโรงครัว และห้องน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ไปปฏิบัติธรรม สามารถรับผู้มาปฏิบัติธรรมมากถึง 300 คน

ในอดีตพื้นที่วัดภูพานอุดมธรรม (วัดภูพานดานสาวคอย) แห่งนี้ เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มบุคคลที่มีความคิดขัดแย้งทางด้านการเมือง และเป็นสถานที่ที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงชนิดที่เรียกว่า มีความตาย และคราบเลือด อยู่ทั่วทุกอณูของพื้นแผ่นดิน หลังจากพระครูอุดมธรรมานุกูล (สุนทร อุตฺตโม) บวชแล้ว ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจเผยแผ่ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม พัฒนาชุมชน อันเป็นคุณประโยชน์ต่อพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เยาวชน ประชาชน พุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง จนสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นเป็นวัดภูพานอุดมธรรม

นอกจากนี้แล้ว บริเวณพื้นที่มีถ้ำต่างๆ มากมาย จากลานธรรมสวนสมเด็จ หน้าอุโบสถ สามารถมองเห็น ทิวทัศน์ทั่วบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะองค์พระธาตุพนม ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก นับเป็นทัศนียภาพที่หาดูได้ยากแห่งหนึ่ง

พ.ศ. 2527 นายสุนทร จัตุชัย นายอำเภอนาแกในสมัยนั้น ได้นำคณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในพื้นที่ ขึ้นสำรวจภูมิทัศน์ดานสาวคอย และเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การสร้างศาสนสถาน จึงชักชวนผู้มีจิตศรัทธารวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีความคิดขัดแย้งทางด้านการเมืองให้กลับเข้ามา เพื่อร่วมพัฒนาชาติไทย ตามแผนการเมืองนำการทหาร (66/2523) โดยรวบรวมเงินเพื่อสร้างพระพุทธรูป เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยุติการสู้รบและนำความสงบร่มเย็นมาสู่ดินแดนแห่งนี้

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 นายวิโรจน์ อำมะรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในขณะนั้น ได้เป็นประธาน ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เพื่อสร้างองค์พระพุทธรูป แต่ในคืนวันนั้นเองได้มีผู้ไม่ปรารถนาดี ทำลายฐานวางศิลาฤกษ์และได้นำสิ่งของอันมีค่าที่บรรจุไว้ไปทั้งหมด ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในอำเภอนาแก 145 หมู่บ้าน ในที่สุดก็สร้างพระพุทธรูปเสร็จ โดยมีขนาด หน้าตักกว้าง 11 เมตร สูง 14 เมตร ศิลปะเชียงแสนสิงห์ 1

พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวต่อมาได้ถวายพระนามว่า "พระพุทธมหามงคลบพิตรจัตรุทิศประทานพร" ขณะเดียวกันเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรงอนุโมทนา และประทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อบรรจุไว้ ณ พระเกตุโมลี องค์พระพุทธมหามงคลบพิตรจัตุรทิศประทานพร

ระยะแรกของการสร้างวัดนี้ การหาพระสงฆ์มาจำพรรษาเป็นเรื่องยากมาก เพราะขณะนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังถือว่าเป็นพื้นที่สีชมพู ในที่สุดชาวบ้านได้พร้อมใจกันกราบนิมนต์พระครูอุดมธรรมานุกูล (สุนทร อุตฺตโม) มาดูแลสำนักสงฆ์ภูพานดานสาวคอยวนาราม จนกระทั่งได้รับอนุมัติตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสมาจนถึงปัจจุบัน



ต่อมาวัดได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า "วัดภูพานอุดมธรรม" และเกิดเป็นหมู่บ้านใหม่ขึ้นมา เรียกว่า "บ้านดานสาวคอย"

เหตุผลหนึ่งของการนิมนต์พระครูอุดมธรรมานุกูล มาดูแลวัดนี้ เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นฆราวาส ท่านเคยรับราชการเป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งท่านยังเป็นพระลูกศิษย์ที่มีความกตัญญู มีความเคารพผูกพันเป็นอย่างยิ่งกับพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ซึ่งนับถือกันว่าเป็นเทพเจ้าลุ่มน้ำโขง

วัดภูพานอุดมธรรม ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บาชโทลด์ จำกัด และประธานดำเนินการกองทุน "สุวรรณวาจกกสิกิจ" ถือว่าเป็นพลังศรัทธาสำคัญในการเชิญชวนกัลยานมิตร รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศมาร่วมทำบุญสร้างวัดนี้

พ.ศ. 2538 สำนักงานปกครองอำเภอนาแก นำโดยนายพงษ์ศักดิ์ นาคประดา นายอำเภอนาแกในขณะนั้น ได้จัดทำโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ แหล่งฐานที่มั่นเก่าของกลุ่มชนที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีการสร้างศาลาชมวิว และปรับปรุงบันได 221 ขั้น ที่เป็นทางขึ้นดานสาวคอย แต่เดิมในอดีตก่อนที่จะมีการปรับปรุงถนน ตลอดจนการปลูกต้นไม้รอบบริเวณวัด อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาวัดแห่งนี้ คือ วัดต้องปั่นไฟฟ้าใช้เอง ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ขณะเดียวกันในยามค่ำคืนเมื่อมีผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ก็อยู่ด้วยกันความยากลำบาก ต่อมาทางวัดได้ทุ่มงบเพื่อปักเสาไฟฟ้าเอง โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้คำนวณค่าใช้จ่ายไว้ประมาณ 4 ล้านบาท ในการนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อนุมัติงบสนับสนุนเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัดนี้จะอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างศาสนสถาน แต่พระครูอุดมธรรมานุกูล (สุนทร อุตฺตโม) ก็ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ภายในวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2529 สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ โครงการพัฒนาเยาวชนภาคฤดูร้อน เพื่อต่อต้านยาเสพติด บรรพชาสามเณร อุปสมบท บวชศีลจาริณี ในเดือนเมษายนของทุกปี งานอบรมปฏิบัติธรรม และการเข้าอยู่ปริวาสกรรมของพระภิกษุสงฆ์ ในเดือนกุมภาพันธ์ และตุลาคม ของทุกปี

สำหรับหน่วยงานหรือบุคคลใดประสงค์จะส่งบุคลากรไปฝึกอบรมปฏิบัติธรรม
สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 08-1558-4809, 02-939-7265

การเดินทาง : ทางรถยนต์ วัดตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 67 กิโลเมตร มีทางลาดปูนตลอดไปจนถึงเชิงเขา 5 กิโลเมตร และขึ้นไปบนเขาที่วัดตั้งอยู่อีก 2 กิโลเมตร ทางลาดปูนสะดวกเช่นกัน หากเดินทางมาจากอำเภอนาแก ตามถนนนาแก-รามคำแหง ประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดภูพานอุดมธธรรม

สนับสนุนข่าวโดย ทีมงาน ส.กินเกี้ยง บริการ ดนตรี เวที เครื่องเสียง ไปแสงสี ถ่ายทำสารคดี ครบวงจร คุณ ดี้ โทร  0883402636 คุณโตโต้ 0892770773 
 website : www.totostudio.blogspot.com  พร้อมด้วย สโมสร ส.กินเกี้ยงFC.

แขวงคำม่วน สปป.ลาว

แขวงคำม่วน (ลาว: ຄໍາມ່ວນ, ไทย: คำม่วน, อังกฤษ: Khammouan) เป็นแขวงหนึ่งของประเทศลาว ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ติดชายแดนประเทศไทยและเวียดนาม มีเมืองท่าแขกเป็นเมืองเอกของแขวง ถือเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของแขวง รวมไปถึงการท่องเที่ยวของลาวตอนกลาง เป็นแขวงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมาก ชื่งเป็นที่ตั้งของNam Theun 2 Damและเปันแขวงท่าสำคัญของการเดีนทางของประเทศลาว เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 (11/11/2011) ได้มีพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน อย่างเป็นทางการ ซึ่งสะพานนี้เป็นเส้นทางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก จากไทยสู่เวียดนาม และไปยังนครหนานหนิงของจีนที่มีระยะทางใกล้ที่สุด ตามเส้นทางหมายเลข 8 และหมายเลข 12 นอกจากนั้นโครงการรถไฟความเรวสูงลาว-จีน อีกเฟสหนื่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ ลงมาเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ไปยังเวียดนามในอนาคต ปลายทางอีกด้านหนึ่งคือ ท่าเรือหวุงอ๋าง (Vũng Áng) จื่งทำให้แขวงคำม่วนกลายเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญอีกแห่งของลาว และเป็นที่น่าจับตามองของนักธุรกิจต่างชาติ ชื่งรัฐบาลลาวได้ประกาศจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษท่าแขกดแดนคำ และเขตภูเขียว ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุน

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

สงกรานต์นครพนม รื่นรมย์บุญปีใหม่ไทย-ลาว 2555

นายวิชุกร กุหลาบศรี ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งวประเทศไทย สำนักงานนครพนม ขอเชิญนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป มาเที่ยวที่นครพนม ในช่วงสงกรานต์ปี 2555 นี้ โดยในปีนี้นั้น ท่าน ผอ.ททท.นครพนม กล่าวว่า มีการจัดงานตั้งแต่วันที่ 11 - 15 เมษายน เลยทีเดียว ซึ่ง วันที่ 11-13 พบกับการจัดงานสงกรานต์แบบชาวผู้ไท เรณูนคร พบและสัมผัสกับการแสดง ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทย การแสดงวิถีชีวิต ชนเผ่า การละเล่น ของชาวผู้ไท การประกวด สาวงามเมืองเว เรณูนคร และกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย
   สำหรับ ในตัวเมืองนครพนม นั้น กิจกรรม ต่างๆ จะเริ่ม ในวันที่ 13-15 เมษายน 2555 ซึ่ง ในปีนี้ในงาน จะได้พบกับ การจัดกิจกรรม ตลาดวันวาน ท่าน้ำเมืองนคร บริเวณ สนง.ป่าไม้ จ.นครพนม  ชมการ แสดง การละเล่น แบบยุค Sixty , Seventy ฟังเพลง สบายๆ แต่งกายย้อนยุค แซบสนุก กับการเล่นน้ำสงกรานต์...สนุกสนานกับวงดนตรี หลากหลายสไตล์ ...และยังมีกิจกรรมการประกวดซุ้มน้ำของชุมชนต่างๆ ในเมืองนครพนม การแข่งขันกินข้าวปุ้น  และในวันที่ 14-15 เมษายนนี้ ก็ ขอเชิญ ทุกท่าน ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสองแผ่นดิย ซึ่ง ในวันที่ 14 จะนำกองผ้าป่าทอดถวาย ณ วัดพระธาตุศรีโคตรบอง สปป.ลาว วันที่ 15 เมษายน 2555 ร่วมทอดผ้าป่ามหากุศล ณ วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร     
      นอกจากสงกรานต์ ที่  ในเมืองนครพนม ถนนข้าวปุ้น  เรณูนคร และความม่วนซื่น ของทุกๆ อำเภอแล้ว ในช่วงสงกรานต์ นี้ ยังขอเชิญ ทุกท่านเที่ยวให้ แซบ@สนุก สุขใจกันที่ หาดแห่ อ.ธาตุพนม นมัสการพระธาตุประจำวันเกิด 7 พระธาตุ ขอพรเนื่องในโอกาศ ปีใหม่ไทย และ นมัสการ รอยพระบาท เวิน ปลาที่ บ้านรเวินพระบาท อ.เมืองนครพนม ใก้ๆ กับสพานมิตรภาพ 2 นครพนม -คำม่วน



รายละเอียดเพิ่มเติม ททท.นครพนม 042 513490-1
http://www.tatsanuk.blogspot.com/




































                                                                                                                                                                                                                                             \









การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม
E-mail tatphnom@tat.or.th   
งานเทศกาล สงกรานต์ นครพนม
รื่นรมย์บุญปีใหม่ไทย – ลาว   ประจำปี 2555
กิจกรรม
วันที่ 13-15 เมษายน 2555  : กิจกรรม “ตลาดวันวานท่าน้ำเมืองนคร” ชมการแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรมย้อนยุค Sixty – seventy ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ณ บริเวณริมแม่น้ำโขง หน้า สนง.ป่าไม้จังหวัดนครพนม  อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม              
วันที่  12-13 เมษายน 2555  :  กิจกรรม ถนนข้าวปุ้น สนุกสนานกับการเล่นน้ำสงกรานต์การออกร้านข้าวปุ้น(ขนมจีน) การแสดงดนตรี การประกวดซุ้มน้ำ            ของขาวคุ้มต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม  (ถนนสุนทรวิจิตร บริเวณ ตลาดอินโดจีน ถึง สนง.ป่าไม้ จ.นครพนม 
ข้อมูลเพิ่มเติม เทศบาลเมืองนครพนม (042 511535  0 4251 6159)

วันที่ 12-14 เมษายน 2555  : กิจกรรม การแสดงถนนวัฒนธรรมและวิถีชีวิต  ของชาวผู้ไทย อำเภอเรณูนคร สืบสานวัฒนธรรมและการละเล่นสงกรานต์วิถีชาวผู้ไทย  ขบวนแห่สงกรานต์ และการประกวดสาวงามเรณูนคร  (ข้อมูลเพิ่มเติม เทศบาล     ตำบลเรณูนคร  0 4257 9239081 3699666
วันที่ 14-15  เมษายน 2555  :  พิธีทอดผ้าป่ามหากุศลเชื่อมโยงสองแผ่นดิน ระหว่างพระธาตุพนม และพระธาตุศรีโคตรบอง แขวงคำม่วน สป.ลาว               (ข้อมูลเพิ่มเติม สนจ.นครพนม 042 511574 511287)